แบบสำรวจความคิดเห็น
คุณคิดว่าเว็บนี้เป็นอย่างไร?
ไม่เลวนะ
เยี่ยม
สุดยอด
ใช้ได้
ควรปรับปรุง
ดูผลโหวด
กลุ่มโรงเรียน
ลิ้งค์น่าสนใจ


สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 14/11/2012
ปรับปรุง 30/07/2014
สถิติผู้เข้าชม 131025
Page Views 157152
คำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์
คำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์

คำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์

เมืองฟ้าแดดสงยาง
คำว่า “สง” หมายถึง ป่าไม้ที่มีไม้ประเภทเดียวกันหมด สงยาง จึงน่าจะหมายถึงป่ายาง มากกว่าจะเป็นสูงยางส่วนคำว่า ฟ้าแดด สันนิษฐานว่า เป็นคำอุปมาอุปไมยเชิงอวดอ้าง ถึงความยิ่งใหญ่ของคนโบราณว่า อาณาเขตเมืองนี้นั้นกว้างไกลเท่าแผ่นและผืนแดด สุดลูกหูลูกตา ฟังดูเหมือนเหลือเชื่อ แต่ก็มีที่มาของคำอวดอ้างจริง ๆ หลักฐานโบราณวัตถุที่ขุดพบที่บ้านเสมา ต.หนองแปน อ.กมลาไสย เป็นใบเสมาหินทรายสลักภาพ พุทธประวัติจำนวนมาก สลักเสลาลวดลายบ้างไม่สลักบ้าง ทั้งที่แตกหักและสมบูรณ์ พบมากจนชาวบ้านนำเอาชิ้นที่แตกหัก ไปทำหินลับมีด แต่ที่สมบูรณ์ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมศิลปากรมีมากถึง 130 แผ่น และที่นักโบราณคดียกย่องให้เป็น ชิ้นเอก ก็คือ เสมาหินสลักภาพพระพุทธประวัติตอน พระพุทธเจ้าเสด็จกลับจากกรุงกบิลพัสดุ์ พร้อมด้วยพระเจ้าสุทโธทนะและพระราหุล ครั้นเมื่อนางยโสธราพิมพามาเข้าเฝ้า ก็ทรงแสดงการสักการะอย่างสูงสุด ด้วยการสยายพระเกศา เช็ดพระบาทองค์พระพุทธเจ้า จึงเรียกว่า เมาหินภาพ “พิมพาพิลาป” “ความจริงมีการใช้กันทั้งสูงยาง และสงยางก็ไม่น่าจะเป็นเพียง เมืองที่มีต้นยางสูงเท่านั้น”
นอกจากใบเสมาที่บอกเล่าเรื่องราว ของพุทธประวัติแล้ว ยังพบว่าเสมาหินบางชิ้น ที่ผุดขึ้นมาจากแผ่นดิน มีลักษณะเป็นเพียงแท่งหินธรรมดา ไม่ได้ขัดแต่งให้มีรูปร่างอย่างใบเสมา ทำให้สันนิษฐานว่านี่คือเสมาในยุคที่เรียกว่า “หินตั้ง” ซึ่งมีประวัติเก่าแก่กว่า 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งคนในยุคนั้น จะฝังร่างผู้ตายไปพร้อมกับทรัพย์สมบัติ แล้วทำหินตั้งขึ้นล้อมรอบอาณาเขต ของหลุมศพไว้
เรื่องราวดังกล่าวย่อมบอกเล่าถึงความเป็น “เมืองฟ้าแดดสงยาง” เมืองแห่งอารยธรรมโบราณ ที่ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งของฝากฝั่งอีสาน ในดินแดนประเทศไทย
โปงลางเลิศล้ำ
โปงลาง หรือ หมากกลิ้งกล่อมหมากเดอะดิน หมากเติดเติ่ง นั้น ตำนานเล่าว่า เป็นเครื่องดนตรีที่พัฒนามาจาก เกราะลอ หรือ ขอลอ ของท้าวพรหมโคตร ผู้ซึ่งอพยพครอบครัวมาจากฝั่งลาว มาตั้งถิ่นฐานอยู่ ที่บ้านกลางหมื่น จ.กาฬสินธุ์ โดยใช้ไม้หมากเลือม(ไม้เนื้ออ่อนสีขาว มีเสียง กังวาน) ตัดเป็นท่อน เจาะรูแล้วใช้เถาวัลย์ร้อยเรียงลำดับกันไป 6 ท่อน ใช้ตีไล่นกกาที่มาทำลายพืชไร่
ต่อมา นายปาน ผู้ได้รับการถ่ายทอด จากท้าวพรหมโคตรได้ปรับปรุงเกราะลอจาก 6 ลูก เป็น 9 ลูก และได้ถ่ายทอดศิลปะ แขนงนี้ต่อไปยังนายขาน ผู้เป็นน้องนายขานได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญในศิลปะด้านนี้ โดยถ่ายทอดวิชาความรู้ในแก่ผู้สนใจทั่วไป ในจำนวนนี้มี นายเปลื้อง ฉายรัศมี ชาวบ้านผู้หนึ่งที่ให้ความสนใจศึกษา รับการถ่ายทอดความรู้ไว้อย่างละเอียด จนประมาณ ปี พ.ศ. 2490 นายเปลื้อง ได้นำเกราะลอเข้าไปตีในหมู่บ้าน โดยตีร่วมกับการเล่นดนตรีอีสานชิ้นอื่น ๆ ทำให้มีความสนุกนาน เร้าใจ เป็นที่ชื่นชอบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
วัฒนธรรมผู้ไทย
ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมผู้ไทย ก็ต้องนึกถึงผู้ไทยของบ้านโคกโก่ง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอกุฉินารายณ์ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 19 กม. เป็นกลุ่มชนที่อพยพ มาจากเมืองน้ำน้อยอ้อยหนู ในแคว้นสิบสองจุไท เคลื่อนย้ายผ่านเวียดนามและลาว ข้าม ฝั่งแม่น้ำโขง เข้ามาตั้งแต่หลักแหล่งอยู่ทางอีสานของไทยที่ยังดำรงชีวิตในแบบดั้งเดิม รักษาวัฒนธรรม ของบรรพบุรุษไว้อย่างเต็มรูปแบบ ชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่ง มีอยู่ประมาณร้อยกว่าหลังเรือน ประชากรประมาณ 600 คน พร้อมใจกันเปิดเป็น หมู่บ้านท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม จัดแบบที่เรียกว่า โฮมสเตย์ ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการบายศรีสู่ขวัญ ร่วมวงรับประทานอาหารแบบ พาแลง ที่มี ข้าวเหนียวนึ่งแกงอ่อมหวาย ปลาย่างจิ้มแจ่ว คั่วแมลงาต่างๆ และผักสดพื้นบ้าน มีการแสดงวัฒนธรรม โดยการฟ้อนผู้ไทย ทั้งสาวน้อยสาวไม่น้อย และนักท่องเที่ยวร่วมกันฟ้อนอย่างสนุกสนาน และจัดพิธีกรรมที่สำคัญ คือ พิธีเหยา เป็นการรักษาผู้ป่วย โดยขอขมาผีที่ทำให้เจ็บป่วย พิธีเลี้ยงผีเชื้อ เป็นการขอบคุณวิญญาณ บรรพบุรุษที่หมอเหยาใน หมู่บ้าน จัดขึ้น พิธีเลี้ยงผีบ้าน และ พิธีเลี้ยงเจ้าปู่เจ้าตาประจำหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังจัด
ประเพณีลงข่วง ให้ดูอีกด้วย ลงข่วงหมายถึงยามฤดูหนาว ในช่วงกลางคืนชาวบ้านจะมา นั่งรวมกันบริเวณลานบ้าน บ้างปั่นไหม บ้างปั่นฝ้าย ถ้าคืนไหนจะลงข่วง สาว ๆ จะพากันออกไปหาฟืน เรียกว่าไปเอาหลัว หลังอาหารเย็น ก็จะมานั่งรองกองไฟทำงานไปคุย ไปช่วงนี้หนุ่ม ๆ ก็ถือโอกาสมาเกี้ยวพาราสี เล่นดนตรีโต้ตอบกันเป็นกลอน พื้นบ้าน ที่เรียกว่า ผญา พอถึงเช้าชาวผู้ไทยบ้านโคกโก่ง ก็แต่งชุดผู้ไทย พากันมาใส่บาตรจากนั้น ก็จะชวนกันไปชม ธรรมชาติ สมุนไพรพื้นบ้าน และน้ำตกลือชื่อของอุทยานแห่งชาติ ภูผาวัว ใกล้ๆ หมู่บ้านนั้นเอง นอกจากนี้ หมู่บ้านวัฒนธรรมผู้ไทยโคกโก่ง ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์  จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยอดเยี่ยมประจำปี 2543 (Thailand tourism award) ประเภทแหล่งท่องเที่ยวเมือง และชุมชน ในการประกวดรางวัลอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว ครั้งที่ 3 จากการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย อีกด้วย

ผ้าไหมแพรววา ราชินีแห่งไหม
แพรวา คือคำที่ใช้เรียกผ้าทอ จากไหม ซึ่งกรราวิธีการทอ จะผสมผสานระหว่างผ้าขิดและผ้าจก คือมีการใช้เล็บ หรือขนเม่นสะกิดเส้นไหม ให้เป็นลวดลายระหว่างหารทอ โดยต้องทำไปทีละแถว ทีละเส้น พร้อมกับการพุ่งกระสวย กระแทกให้แน่นด้วยฟีม แล้วจึงขึ้นแถวต่อไปจนกว่า จะครบทั้งผืน แพรวา แต่ละผืนอาจใช้เวลากว่า 3 เดือนในการทอ มีความยาวประมาณ 1 วา หรือ 2 เมตร หญิงผู้ไทยจะใช้เป็นผ้าสไบห่มทับเสื้อ หรือพาดไหล ส่วนผู้ชายจะ ใช้เป็นผ้าโพกหัว คล้องคอ หรือคาดเอว ตามความเหมาะสม ชาวผู้ไทยถือว่าผ้าแพรวาเป็นของสูง ไม่ใช้นุ่งเป็นเหมือนผ้า ในท้องถิ่นอื่น แต่ละบ้าน จะใช้ผ้าแพรวา เพื่อใช้ในโอกาสสำคัญเพียงผืนสองผืน เท่านั้น ศิลปะอันประณีต ซับซ้อนบนผืนผ้า กว่าจะได้มาแต่ละผืนต้องใช้เวลาฝึกฝนแรมปี เมื่อก่อนการทอผ้าไหมแพรวา เป็นพียงวิถีชาวบ้านผู้ไทยเท่านั้น จนกระทั่ง เมื่อ วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2520 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยม พสกนิกรที่อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ทอดพระเนตร เห็นกลุ่มหญิงผู้ไทยในชุดพื้นเมืองคือ น่งุซิ้นลายมัดหมี่ สวมเสื้อแขนกระบอกสีดำ หรือสีครามเข้ม คอตั้งผ่าอกตลอด ติดแถบที่ทอลวดลาย ใช้เหรียญสตางค์เก่าสีแดงทำกระดุม และที่งดงามสะดุตา เป็นอย่างยิ่งก็คือ ผืนผ้าแพรวาพันเฉียงทับเสื้อสีดำ
เมื่อทอดพระเนตร เห็นเช่นนั้นก็ทรงสนพระทัย พระองค์ทรงมีพระราชดำรัส กับชาวบ้านว่า “ผ้านี้มาจากไหน’’ชาวบ้านกราบทูลว่าทำกันเอง สมเด็จฯ ตรัสตอบว่า “อยากได้....สวย..... มีอีกไหมจะให้ทำได้ไหม” ชาวบ้านตอบด้วยความปลื้มปิติว่า “ได้ค่ะ” จากสายพระเนตรที่ยาวไกล และน้ำพระทัยที่เปลี่ยมไปด้วยความกรุณา สมเด็จพระนางเจ้า ฯ ได้ทรงรับเอากลุ่มทอผ้าแพรวา ไว้ในโครงการศิลปาชีพ และทรงส่งเสริมให้นำผ้าแพรวา ไปตัดเป็นเสื้อผ้า กระเป๋าถือ โดยเป็นองค์ นำจากฉลองพระองค์ ที่ตัดเย็บจากผ้าแพรวา ที่ทรงออกงานบ่อยครั้งถึงวันนี้ ผ้าแพรวาเป็นที่รู้จัก ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น ในต่าง ประเทศผ้าไหมแพรวา ก็โด่งดัง ไปจนถึงยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ลักษณะลายผ้า เป็นเอกลักษณ์เด่นในการให้สีสันลวดลาย มีลายหลักอยู่ 6 ลาย คือ ลายพันมหาอุ้มหงส์ ลายนาคสี่แขน ลายนาคสองแขน ลายช่อขันหมาก ลายดาวไต่เครือ และลายงูลอยหกไม้ มีลายแถบที่นิยมทอ ประดับแถวผ้าอีกสองรายคือ ลายดอกดาวหมู และลายดอกแปบขอ จากนั้นก็จะแตกช่อ แตกดอกออกอีกนับร้อยลาย วิธีเลือกซื้อ อย่างแรกเลย ต้องดูว่าเนื้อแน่นหรือไม่ วีง่าย ๆ ก็คือยกขึ้นส่องกับไฟ ต่อมาก็ดูลาย เริ่มจากพิจารณาลาย ตามขวางที่เป็นช่องใหญ่ เรียกว่าลายหลัก ส่วนตรงช่องเล็กนั้น เรียกว่าดอกอ้อมคั่นลาย เวลานับลายของผ้าให้นับที่ลายหลัก สำหรับผ้าไหมแพรวา ที่วางขายในจังหวัดกาฬสินธุ์เอง ราคาจะไม่แพงมากนัก เช่น ผ้า 5 เมตร ราคาประมาณ 2,300-2,500 บาท ขณะที่ในกรุงเทพฯ ราคาจะขยับไปถึง ห้าหกพันบาทก็มี ทั้งนี้ก็อยู่ที่ลายหลักด้วยเหมือนกัน เพราะขั้นตอนวิธีการ ทอเส้นใยไหมที่งดงามนี้ ผู้สร้างสรรค์ชิ้นงาน ได้ใส่ความเป็นศาสตร์ และศิลป์ของตนไว้อย่างปราณีตบรรจง มาถึงเมืองแห่งราชินีผ้าไหมแล้ว ก็น่าจะเป็นเจ้าของผ้าไหมแพรวาซักผืน คุ้มค่าจริง ๆ

ผาเสวย ภูพาน
ผาเสวยนี้อยู่บนเทือกเขาภูพาน ในอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่จริงแล้วเทือกเขาภูพาน นี้มีอาณาบริเวณกินเนื้อที่ ถึง 3 จังหวัด คือ จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะพระตำหนัก ภูพานราชนิเวศน์ บนเทือกเขา เป็นพระตำหนักของพระองค์่ท่าน เวลาเสด็จแปรพระราชฐานชื่อ "ผาเสวย" แต่เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้ เดิมทีชาวบ้านก็เรียกกันว่า "ผารังแร้ง" มีทัศนียภาพที่งดงาม ลักษณะเป็นเหวลึก ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ชาวบ้านก็ให้ชื่อแถบนี้ว่า "เหวหำหด"
จนเ้มื่อ พ.ศ. 2497 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมราษฎร ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เสด็จผ่านและประทับเสวยพระกระยาหาร บริเวณแถบนี้ ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตั้งนาม ให้ผาแห่งนี้ว่า "ผาเสวย" เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
มหาธารลำปาว
ลำปาวหรือฉายทะเลอีสาน เป็นชื่อของเขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ที่บอกว่าเป็นมหาธาร ก็เพราะว่าสร้างปิดกั้นลำน้ำปาว และห้วยยาง ซึ่งต่อเนื่องกันถึงสามอำเภอ นับเป็นเขื่อนอเนกประสงค์จริงๆ เพราะชาวบ้าน ที่อยู่ใต้เขื่อนก็ได้ใช้น้ำ จากเขื่อนส่งมาตามคลองชลประทาน ใช้ในการเกษตรของตนเอง ส่วนชาวบ้านที่อยู่เหนือเขื่อน ไร่นาถูกน้ำท่วมกลายเป็นเขื่อนไปแล้วก็จริง แต่ทะเลสาป เหนือเขื่อนเขาก็ทำเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา นานาชนิดชาวบ้านแถบนี้ก็เปลี่ยนอาชีพ มาจับปลาแทน ก็นับว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีพอสมควร ในบริเวณรอบ ๆ เขื่อนลำปาว ยังมีสถานที่พักผ่อนหย่อนใจอีกหลายแห่ง ที่ริม อ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว มีหาดงดงามแห่หนึ่ง มีต้นการะเกดส่งกลิ่นหอมไปทั่วเลยกลายเป็น ที่มาของชื่อหาดว่า “หาดดอกเกด” นอกจากไม้ต่าง ๆ ที่ขึ้นตามธรรมชาติแล้ว เจ้าหน้าที่เขายังปรับปรุง ให้เป็นสวนหย่อม มีเรือรับรอง ของเขื่อนมีการจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม แถมยังมีเรือให้เช่าอีกต่างหาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่ออีกแหล่งของกาฬสินธุ์ รอบ ๆ เขื่อนทางด้านอื่น ๆ ก็ยังมีอุทยานสัตว์ป่าลำปาว (สวนสะออน) สวนสาธารณะให้แวะชม หลังจากชมทัศนียภาพเขื่อนอีกหลายแห่ง

ไดโนเสาร์ สัตว์โลกล้านปี
เป็นเรื่องราวของบรรดาไดโนเสาร์น้อยใหญ่ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ ที่นักวิทยาศาสตร์จำกัดไว้ให้ ทั้งที่อิงความจริง ตามหลักวิทยาศาสตร์ และอิงกราฟิคจากเรื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้มีความรู้สึกรวมไปกับบทจริง ๆ โดยเฉพาะตัวเอก รูปหล่อแต่ใจร้าย เจ้าไทรันโนซอรัส ที่นักวิทยาศาสตร์จินตนาการ ให้ตัวใหญ่ตามโครงที่ขุดพบหน้าตาดุ ฟันโต ๆ มีที่เรียกว่าคิ้วกังฉิน ส่วนเรื่องจริงมีข้อมูลว่า ไดโนเสาร์นั้น เป็นกลุ่มของสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง การขุดพบซากดึกดำบรรพ์ ของบรรดาไดโนเสาร์ทั้งหลายมีทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก รวมทั้งทวีปเอเซียของไ ทยด้วย โดยพบครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1900 ขุดพบไดโนเสาร์ปากเป็ดที่ชื่อว่า  “แมนจูโรซอรัส ( Mandchurosaurus) ที่ประเทศจีน หลังจากนั้นก็ขุดพบเรื่อยๆจนถึง 95 เผ่าพันธุ์แล้วเฉพาะในจีน จัดว่าเป็นประเทศที่มีไดโนเสาร์ มากที่สุดรองจากอเมริกา

ตามรอยไดโนเสาร์ ที่ภาคอีสานของไทย
เชื่อไหมดินแดนภาคอีสานของเรา เป็นดินแดนดึกดำบรรพ์ถึงยุคสมัยของไดโนเสาร์ ที่เก่าแก่ที่สุดที่ขุดพบมีอายุราว ๆ 200 ล้านปี และร่องรอยที่ใหม่ที่สุดที่ขุดพบก็จะเป็น จังหวัดในภาคอีสาน เช่น เลย ชัยภูมิ หนองบัวลำภู มุกดาหาร ขอนแก่น เพรชบูรณ์ และกาฬสินธุ์ แต่ที่ค้นซากไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยก็กาฬสินธุ์บ้านเรานี่แหละ เริ่มจากเมื่อปี 2531 และปี 2533 พบที่ภูผางัว วัดบ้านนาไคร้ หลังจากที่พระและ ชาวบ้านเกรดดิน เพื่อปรับพื้นที่สร้างศาลา ได้พบซากหินประหลาด กรมทรัพยากรธรณี ตรวจแล้วก็บอกว่า เป็นกระดูกไดโนเสาร์กินพืชประเภทหนึ่ง ไม่ใช่กระดูกช้าง ส่วนอีกแห่งที่ฮืมฮาก็คือ วัดป่าสักวัน ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์ จริง ๆ แล้วพระครูวิจิตรสหัส คุณเจ้าอาวาสวัดสักกะวัน ท่านพบตั้งแต่ปี 2513 แล้ว แต่เข้าใจว่าเป็นฟอสซิลที่กลายเป็นหิน เลยเกก็บไว้ที่วัดอยู่ตั้งนานจน นักธรณีวิทยามาเห็นเข้า จังได้รู้ว่าเป็นกระดูกไดในเสาร์ ต่อมาเมื่อปี 2535 ท่านพระครู ก็พบกระดูกไดในเสาร์เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั้งนักธรณีวิทยา ได้ขุดพบโครงกระดูกไดในเสาร์ กินพืชที่สมบูรณ์ที่สุด เท่าที่เคยพบมา ซึ่งหายไป เฉพาะส่วนหัวเท่านั้น และในหลุมเดียวกันนี้เ อง ก็ยังพบซากกระดูกไดโนเสาร์ อีกมากมายหลายร้อยชิ้นนับว่า ภูก้มข้าวแห่งนี้เป็นแหล่ง ที่มีซากไดโนเสาร์แหล่งใหญ่ที่สุด ในประเทศไทยเลยที่เดียว ขณะนี้กรมทรัพยากรธรณี ได้สร้างอาคารขึ้นมาคลุมหลุมแห่งนี่ และทุ่มงบประมาณ สร้างพิพิธภัณฑ์ซึ่ง จะเป็นศูนย์กลางการวิจัย โดยมีทั้งห้องปฎิบัติการ คลังที่เก็บรักษา ส่วนจัดแสดงนิทรรศการ ตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง โดยน่าจะแล้ว เสร็จในปี 2545 จากนั้นในปี 2538 ได้มีการพบสุสานไดโนเสาร์อีกกว่า 20 จุด บริเวณหุบเขาภูปอ เขตวัด พระอินทร์ประทานพร อ.เมืองกาฬสินธุ์ และบริเวณผนังของถ้ำหมัด พบโครงกระดูกขาหน้า และหางโผล่ทะลุผนังถ้ำออกมาอีก 3 จุด ในปี 2539 เด็กหญิง 2 คน ไปกินข้าวป่ากับครอบครัว ได้พบรอยเท้าประหลาด กลางลานหินลำห้วยเหง้าดู่ เชิงภู่แฝก เทือกเขาภูพาน บ้านนาคำ กิ่ง อ. นาคู จ. กาฬสินธุ์ จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นรอยเท้าของเจ้าเทอร์โรฟอส กลุ่มของพวกคาร์โนซอร์ ซึ่งเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อ ซึ่งมีอยู่ถึง 7 รอ

เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา
ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี


http://news.kalasinnews.com/index.php?option=com_content&task=view&id=62&Itemid=62
อ่าน 1109 ครั้ง